เคยรู้สึกไหมว่า อากาศที่เราหายใจเข้าไปอาจไม่ใช่ “อากาศบริสุทธิ์” อย่างที่คิด ?
เพราะมี “ผู้บุกรุกตัวจิ๋ว” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า กำลังแอบซุ่มทำภารกิจที่ร้ายกาจ พวกมันมีขนาดเล็กจนสามารถเล็ดลอดผ่านกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายเราไปได้ง่ายๆ และเข้าสู่ระบบสำคัญอย่างเงียบเชียบ
ฉะนั้น ในบทความนี้เราเลยจะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 พร้อมเผยสาเหตุของการเกิดฝุ่น และแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปใช้ดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่คุณรัก
ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร ?
PM 2.5 (Particulate Matters) คือ ชื่อเรียกมาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเลข 2.5 มาจากขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน ด้วยขนาดที่จิ๋วนี้ทำให้ขนจมูกไม่สามารถกรองได้ มันจึงสามารถแทรกซึมผ่านระบบทางเดินหายใจไปสู่ถุงลม และมีโอกาสเข้าสู่กระแสเลือด ก่อให้เกิดปัญหาต่ออวัยวะภายในและสุขภาพในระยะยาว
อีกทั้ง เจ้าฝุ่น PM 2.5 นี้ยังสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานและเดินทางไปได้ไกลถึง 1,000 กิโลเมตรอีกด้วย

แล้วฝุ่น PM 2.5 เกิดจากอะไร ?
- ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากการ “เผาป่าและไฟป่า” : ไฟป่าสามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติจากหลายสาเหตุ เช่น ฟ้าผ่า หรือการเสียดสีของกิ่งไม้ แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ 90% ของไฟป่าในประเทศไทยเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บของป่า, ทำให้ทางเดินสะดวก หรือกระตุ้นการงอกของพืชผัก ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ไฟป่าเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยทำให้เกิดควันไฟ, หมอก, ขี้เถ้า, แก๊สพิษ และที่สำคัญ คือ ฝุ่น PM 2.5 ในปริมาณสูง
- ฝุ่น PM 2.5 เกิดจาก “มลพิษหรือควันจากท่อไอเสียของรถยนต์” : การจราจรที่หนาแน่นในแต่ละวัน ประกอบกับเครื่องยนต์ดีเซลเก่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์และปล่อยควันดำรวมถึงเขม่าออกมา โดยควันและเขม่าเหล่านี้นี่เองที่มีสารอันตรายที่ก่อมะเร็งและเป็นที่มาหลักของฝุ่นละออง PM 2.5 อีกด้วย

- ฝุ่น PM 2.5 เกิดจาก “อุตสาหกรรมและการก่อสร้าง” : ฝุ่นละอองเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิง โดยเฉพาะเชื้อเพลิงฟอสซิลและถ่านหิน รวมถึงกระบวนการในภาคอุตสาหกรรม เช่น การบด การโม่ และการระเบิดหิน นอกจากนี้ การฟุ้งกระจายของฝุ่นจากกิจกรรมก่อสร้างต่างๆ ก็เป็นอีกแหล่งที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน
- ฝุ่น PM 2.5 เกิดจาก “การเผาภาคเกษตร” : การเผาในที่โล่ง เช่น การเผาเศษวัสดุทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดต้นทุน ไม่ว่าจะเป็น การเผาอ้อย ไร่ข้าวโพด นาข้าว และไร่หมุนเวียน ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพอากาศ
วิธีป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5
ภัยเงียบที่มาพร้อมกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM 2.5 นับเป็นมลภาวะที่บั่นทอนสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากขนาดที่เล็กจิ๋วทำให้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่ายกว่าฝุ่นทั่วไป การเตรียมความพร้อมและมีการเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องตระหนักและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงและปกป้องระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ให้ถูกทำลายโดยมลพิษที่เรามองไม่เห็น
1. ติดตามรายงานสภาพอากาศ
การตระหนักถึงภัยล่วงหน้า คือ การป้องกันที่ดีที่สุด คุณควรใช้แอปพลิเคชันหรือช่องทางรายงานคุณภาพอากาศที่น่าเชื่อถือเพื่อตรวจวัดค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) และระดับ PM 2.5 ในพื้นที่ของตนเองอย่างต่อเนื่อง การทราบสภาพอากาศแบบเรียลไทม์จะช่วยให้สามารถวางแผนกิจกรรมประจำวันได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่มีค่าฝุ่นสูง
2. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
นอกจากการป้องกันภายนอกแล้ว การจัดการและชำระล้างฝุ่นที่ติดค้างในระบบทางเดินหายใจหลังกลับถึงบ้านก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะแม้จะป้องกันอย่างดีที่สุดแล้ว อนุภาคฝุ่นบางส่วนก็อาจยังคงติดค้างอยู่ในโพรงจมูกและเยื่อบุ ซึ่งเป็นประตูด่านแรกที่ฝุ่นจะเข้าสู่ร่างกายได้
ดังนั้น การหมั่นล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่ให้ผลดีในการชะล้างสิ่งแปลกปลอมและฝุ่นละอองที่ตกค้างออกไป ช่วยลดการระคายเคือง และลดโอกาสที่ฝุ่นจะสะสมจนเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ โดยควรเลือกใช้น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์
3. ใช้เครื่องฟอกอากาศที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้
แม้จะอยู่ในที่ร่ม แต่ฝุ่น PM 2.5 ก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ การลงทุนในเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองชนิด HEPA (High-Efficiency Particulate Air) ที่สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ถึงร้อยละ 99.97 จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่งการเปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่เราใช้ชีวิตเป็นหลัก และการปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด จะช่วยสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับตัวคุณเองและครอบครัว

4. สวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หรือสวมหน้ากาก N95
หน้ากาก N95 ได้รับการออกแบบมาเพื่อกรองอนุภาคขนาดเล็กได้อย่างน้อย 95% เหมาะสำหรับการป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยตรง แต่หากไม่สามารถหาหน้ากาก N95 ได้ การสวมหน้ากากอนามัยทางการแพทย์สองชั้นหรือหน้ากากผ้าที่มีช่องใส่แผ่นกรองเพิ่มเติม และใส่ให้แนบสนิทกับใบหน้าก็สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นที่จะเข้าสู่ร่างกายได้
5. ลดเวลาการอยู่นอกบ้าน/อาคาร
กลุ่มเสี่ยงที่ร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยที่มีโรคปอด โรคหัวใจ หรือโรคภูมิแพ้ ควรลดกิจกรรมกลางแจ้ง หรือหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยสิ้นเชิง เพื่อไม่ให้อนุภาคฝุ่นเข้าไปกระตุ้นอาการหรือทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่แย่ลง
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อร่างกายอย่างไร ? | ฝุ่น PM 2.5 เป็นภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ระบบทางเดินหายใจที่ได้รับผลโดยตรง ทำให้เกิดการอักเสบและกระตุ้นอาการภูมิแพ้เรื้อรังให้แย่ลง นอกจากนี้ ฝุ่นยังซึมลึกเข้าสู่ปอด ทำให้เสี่ยงต่อโรคปอดเรื้อรังและมะเร็งปอดชนิด Adenocarcinoma โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและผู้สูบบุหรี่ อีกทั้ง ฝุ่นยังสามารถทะลุเข้าสู่สมองโดยตรง ก่อให้เกิดการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงของสมองเสื่อม (เช่น อัลไซเมอร์/พาร์กินสัน) และกระตุ้นอาการไมเกรนรุนแรง ขณะเดียวกัน ยังส่งผลต่อหัวใจ ทำให้เกิดการอักเสบระดับเซลล์และกระตุ้นลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงทำให้ผิวหนังและดวงตาเกิดการระคายเคือง อักเสบ และโรคกำเริบหรือเสื่อมสภาพก่อนวัยอีกด้วย |
| ค่าฝุ่น PM2.5 เท่าไหร่ถึงจะอันตราย ? | องค์กรอนามัยโลก (WHO) ตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศ ว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ |
| PM 2.5 ส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างไร ? | ฝุ่น pm 2.5 ผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยก่อให้เกิดความเครียด คือ กระตุ้นฮอร์โมนความเครียด ทำให้รู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด นอนไม่หลับระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆสมองทำงานช้าลง ส่งผลต่อความคิด ความจำ และสมาธิอักเสบเรื้อรัง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า |
บทสรุป
จะเห็นได้ว่า วิกฤตการณ์ฝุ่นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนต้องตระหนักและร่วมมือกัน ในขณะเดียวกัน การเรียกร้องและสนับสนุนมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวจากภาครัฐและอุตสาหกรรมก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะการปกป้องสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 คือ การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาวที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ
ขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลสมิติเวช,
โรงพยาบาลบางปะกอก3,
ไมเดียประเทศไทย,
โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่,
โรงพยาบาลสมิติเวช,
สำนักพัฒนาภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ (สภส.)





