โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคที่พบสถิติการป่วยสูงที่สุดในทุกๆ ปี เนื่องจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรียสามารถแพร่กระจายได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือแม้แต่การหายใจร่วมกัน แต่ความน่ากลัวจะลดลงทันทีถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกอาการยอดฮิตอย่างการไอ เจ็บคอ และมีไข้ ว่าสัญญาณไหนคือโรคอะไร เพื่อให้คุณสามารถประเมินความเสี่ยงและดูแลระบบทางเดินหายใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เกิดจากอะไร ?
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่จมูก คอ หลอดลม ไปจนถึงปอด โดยเชื้อไวรัสเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรค เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก และซาร์ส ส่วนเชื้อแบคทีเรียมักก่อให้เกิดโรคอย่างปอดบวมและวัณโรค
ทั้งนี้ โรคดังกล่าวพบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งบางคนอาจเจ็บป่วยได้ปีละหลายครั้ง โดยเฉพาะโรคหวัดที่สามารถรักษาให้หายเองได้เพียงแค่ดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง ?
✅ โรคหวัด
✅ ไข้หวัดใหญ่
✅ โรคติดเชื้อไวรัส RSV
✅ โควิด 19
✅ โรคเมอร์ส
✅ โรคซาร์ส
✅ ไซนัสอักเสบ
✅ เยื่อบุโพรงจมูกอักเสบ
✅ โรคหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน
✅ ต่อมทอนซิลอักเสบ
✅ คออักเสบ
✅ หลอดลมอักเสบ
✅ ปอดอักเสบ
✅ วัณโรคปอด
✅ พังผืดในปอด
✅ มะเร็งปอด
✅ โรคนิวโมโคนิโอสิส
✅ โรคนิวโมคอคคัส

การติดต่อโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
การแพร่กระจายของ “โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิธีการใดวิธีการหนึ่ง แต่สามารถติดต่อและส่งผ่านเชื้อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ดังนี้
- การแพร่เชื้อเกิดขึ้นเมื่อเราไอ จาม หรือหายใจรดกัน ทำให้เชื้อโรคที่ปะปนอยู่กับละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะกระจายตัวออกไป โดยเฉพาะละอองขนาดเล็กที่สามารถลอยค้างอยู่ในอากาศได้นาน ซึ่งหากผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสูดดมละอองเหล่านี้เข้าไปก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ทันที
- การได้รับสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วยเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ผ่านการดูแลและสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ
- การรับเชื้อผ่านการสัมผัสของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย (เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว อุปกรณ์การกิน หรือหนังสือ) รวมถึงการสัมผัสจุดสาธารณะที่ปนเปื้อนเชื้อโรค (เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได หรือราวโหนรถเมล์) เป็นช่องทางสำคัญในการแพร่กระจายโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
การป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
วิธีป้องกันการแพร่กระจายเชื้อจากตัวเราไปสู่ผู้อื่นทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากความรับผิดชอบต่อตนเอง เมื่อเริ่มมีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ ควรปฏิบัติตามวิธีการลดการแพร่เชื้อ ดังต่อไปนี้

1. หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
การรักษาความสะอาดของมืออย่างสม่ำเสมอถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันโรค เนื่องจากมือคือพาหะหลักที่นำพาเชื้อโรคจากร่างกายผู้ป่วยไปสู่ผู้อื่นได้โดยตรงผ่านการสัมผัส ดังนั้น การล้างมือให้สะอาดเป็นประจำจึงเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งต่อเชื้อร้ายไปสู่คนรอบข้างโดยไม่ตั้งใจ
2. ใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูก เวลาไอ/จาม
เมื่อมีการไอหรือจาม ควรใช้ผ้าสะอาดหรือกระดาษทิชชูปิดทั้งปากและจมูกให้มิดชิดเพื่อสกัดกั้นการแพร่กระจายของละอองฝอยที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรค และในกรณีที่ใช้กระดาษทิชชู เมื่อใช้งานเสร็จแล้วต้องนำไปทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิดทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหลุดรอดออกมาแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมและผู้อื่น ช่วยรักษาอนามัยส่วนบุคคลและส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. ควรแยกห้องนอน ไม่นอนปะปนร่วมกับคนอื่น
การแยกห้องนอนให้เป็นสัดส่วนโดยไม่นอนรวมกับผู้อื่น ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญเพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัยส่วนบุคคล เนื่องจากช่วยลดโอกาสในการสัมผัสใกล้ชิดหรือการแพร่กระจายของเชื้อโรคผ่านการหายใจและสารคัดหลั่งในอากาศขณะหลับ ทั้งยังเป็นการสร้างพื้นที่ส่วนตัวที่ช่วยให้การพักผ่อนมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดปัจจัยรบกวนภายนอก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพกายและการป้องกันความเสี่ยงจากการติดต่อในระยะยาวอย่างยั่งยืน
4. ผู้ป่วยที่มีอาการไข้และไอ ควรพักผ่อนอยู่กับบ้านจนกว่าอาการจะดีขึ้น
หากคุณมีอาการไข้และไอ วิธีที่ดีที่สุดคือการกักตัวและพักผ่อนอยู่แต่ในบ้านจนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวเป็นปกติ แต่ถ้าหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเลี่ยงได้และต้องเดินทางไปยังแหล่งที่มีคนพลุกพล่าน เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา ออฟฟิศ หรือใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท คุณต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมโดยการป้องกันการแพร่กระจายเชื้ออย่างเคร่งครัด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะนำโรคไปติดต่อสู่ผู้อื่นในสังคมที่ใช้พื้นที่ร่วมกันเหล่านั้น
5. ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อป่วย
หากคุณมีอาการเจ็บป่วยหรือรู้สึกไม่สบาย ควรสวมหน้ากากอนามัยติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อสร้างปราการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่ปนเปื้อนอยู่ในละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุย กระจายออกไปสู่บุคคลรอบข้าง ซึ่งถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

6. หมั่นล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเสมอๆ
การหมั่นล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างเป็นวิธีดูแลสุขอนามัยที่สำคัญ เพราะจะช่วยชะล้างน้ำมูก สิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ที่ตกค้างอยู่ในโพรงจมูกให้หลุดออกมา ช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก ลดการสะสมของเชื้อโรค และทำความสะอาดโพรงจมูกหรือระบบทางเดินหายใจส่วนบน โล่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวและป้องกันอาการป่วยที่ติดเชื้อจากทางเดินหายใจที่อาจเกิดขึ้นได้
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ติดเชื้อทางเดินหายใจ กี่วันหาย ? | ติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน (เช่น หวัด คออักเสบ) ส่วนใหญ่หายได้เองภายใน 7-10 วัน |
| โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ อาการ ? | อาการทั่วไป คือ มีไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ คัดจมูก ปวดเมื่อยตามร่างกาย |
บทสรุป
แม้โรคเหล่านี้จะดูเป็นเรื่องใกล้ตัวที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่การรู้เท่าทันความผิดปกติและเข้าใจลักษณะเฉพาะของแต่ละโรค จะช่วยให้เราสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที และลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อสู่คนรอบข้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก :
ศูนย์สุขภาพแนวหน้ารามาธิบดี,
Health Kapook





