เคยไหม กับความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรเหนียวๆ ติดอยู่ในคอ จนต้องไอหรือขากออกไปให้ได้ ไม่ว่าจะดื่มน้ำเท่าไหร่อาการเหล่านี้ก็ยังวนกลับมาใหม่ได้เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ที่เพิ่งลุกจากเตียง ?
มาร่วมไขปริศนาเรื่องใกล้ตัวที่เรามองข้ามไป พร้อมทำความเข้าใจต้นตอที่แท้จริงของ ‘เสมหะในคอ’ ก่อนที่เจ้าเสมหะนี้จะกลายเป็นเพื่อนสนิทติดหนึบจนน่ารำคาญใจในทุกวัน !
สาเหตุหลักของการมี ‘เสมหะในคอ‘
เสมหะ เกิดจากอะไร ? เสมหะ คือ สารคัดหลั่งชนิดหนึ่งที่ร่างกายผลิตขึ้นจากต่อมในเยื่อบุทางเดินหายใจ ซึ่งหากมีเสมหะในคอแบบเรื้อรัง มักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอาจมีโรคหรือภาวะบางอย่างซ่อนอยู่ ดังนี้

1. โรคจมูกอักเสบ
ทั้งชนิดภูมิแพ้ (allergic rhinitis) และชนิดไม่แพ้ (non-allergic rhinitis) เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกของผู้ป่วยมีความไวผิดปกติ (hyperreactivity) ดังนั้น เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ ก็จะไปกระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในจมูก ทำให้มีน้ำมูกไหลออกมาทางจมูกด้านหน้าหรือไหลลงคอ ซึ่งน้ำมูกที่ไหลลงคอนี้เองที่จะกลายเป็นเสลดหรือเสมหะในคอ
2. โรคไซนัสอักเสบ
เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุจมูกและไซนัส ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นของต่อมสร้างน้ำมูก จนทำให้มีเสมหะไหลลงคอได้เหมือนโรคจมูกอักเสบ นอกจากนี้ สารคัดหลั่งจากไซนัสยังสามารถไหลผ่านรูเปิดในโพรงจมูกลงสู่คอและกลายเป็นเสมหะได้เช่นกัน

3. โรคกรดไหลย้อน
ทำให้เกิดเสมหะในลำคอได้หลายทาง อาทิ
🔵 กรดที่ไหลย้อนจากหลอดอาหารขึ้นมาถึงคอหอย จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะให้ทำงานมากเกินไป
🔵 กรดที่ไหลย้อนขึ้นมา จะทำให้เยื่อบุลำคออักเสบ ส่งผลให้กลไกการกำจัดเสมหะตามธรรมชาติผิดปกติ จึงทำให้มีเสมหะค้างอยู่ได้
🔵 กรดไหลย้อนขึ้นมาถึงคอและกล่องเสียง โดยอาจไหลย้อนเลยขึ้นไปถึงเยื่อบุจมูก ทำให้กระตุ้นต่อมสร้างน้ำมูกในโพรงจมูกให้ทำงานมากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดอาการมีน้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอตามมาได้
4. การใช้เสียงผิดวิธีมากเกินไป
มักทำให้ต้องหายใจทางปาก คล้ายกับการออกกำลังกายที่หนักหน่วง ดังนั้น หน้าที่ของจมูกในการปรับอากาศให้ชื้น อุ่น และกรองสารระคายเคืองจึงลดลง ผลที่ตามมา คือ อากาศที่เข้าสู่ลำคอจะแห้งและเย็น ซึ่งร่างกายอาจตอบสนองด้วยการสร้างเสมหะมากขึ้น เพื่อให้ผนังคอชุ่มชื้น
นอกจากนี้ การหายใจทางปากยังทำให้สารระคายเคืองในอากาศสัมผัสลำคอโดยตรง และกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะให้ทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย
5. โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคหืด
เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมของผู้ป่วยมีความไวผิดปกติ (hyperreactivity) ดังนั้น เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้หรือสิ่งระคายเคืองต่างๆ ก็จะกระตุ้นต่อมสร้างเสมหะในเยื่อบุหลอดลม ส่งผลให้มีเสมหะในหลอดลมหรือลำคออยู่ตลอดเวลา

6. การติดเชื้อในลำคอแบบเรื้อรัง
เช่น จากเชื้อรา วัณโรค ซิฟิลิส แบคทีเรีย หรือไวรัส จะกระตุ้นให้เยื่อบุลำคอเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการอักเสบนี้เองเป็นผลให้ต่อมสร้างเสมหะในลำคอทำงานมากขึ้น จึงทำให้มีเสมหะติดคอตามมาในที่สุด
7. การระคายเคืองและบาดเจ็บเรื้อรังที่ลำคอ
มักเกิดจากหลายปัจจัย ดังนี้
🔵 การสัมผัสกับสิ่งเร้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารเคมี มลพิษ หรือสารระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
🔵 พฤติกรรมหรือภาวะทางร่างกาย เช่น การไอหรืออาเจียนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง, เนื้องอก, พังผืด หรือแผลเป็นในลำคอ
🔵 การอยู่ในสภาพอากาศที่เย็นจัด สามารถกระตุ้นให้เกิดการอักเสบเรื้อรังที่ลำคอ หรือทำให้ต่อมสร้างเสมหะในคอผลิตเสมหะออกมามากกว่าระดับปกติได้
เสมหะในคอ วิธีแก้ที่เห็นผลและปลอดภัย
เสมหะ (Phlegm) เป็นกลไกธรรมชาติที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อดักจับและขับไล่สิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค หรือสารก่อภูมิแพ้ออกจากระบบทางเดินหายใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการผลิตมากเกินไปหรือมีความเหนียวข้น จะส่งผลให้เกิดอาการระคายคอ ไอเรื้อรัง และรู้สึกไม่สบายตัว
ดังนั้น การจัดการเสมหะให้มีประสิทธิภาพจึงต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นหลัก พร้อมกับการบรรเทาอาการ ดังนี้

1. ดื่มน้ำสะอาด
การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน (ประมาณ 8-10 แก้ว) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ร่างกายขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น
2. ดื่มน้ำสมุนไพร
การใช้เครื่องดื่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยละลายเสมหะก็เป็นอีกทางเลือกที่อ่อนโยนและปลอดภัย โดยเฉพาะน้ำขิงอุ่นๆ มีฤทธิ์ร้อนและสารต้านการอักเสบ จึงสามารถบรรเทาอาการระคายคอและกระตุ้นการขับเสมหะได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ น้ำผึ้งผสมมะนาวก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะน้ำผึ้งจะช่วยเคลือบและให้ความชุ่มชื้นแก่ลำคอ ขณะที่น้ำมะนาวจะเพิ่มความเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยให้เสมหะอ่อนตัวลงนั่นเอง

3. รับประทานยาแก้ไอ
ในกรณีที่เสมหะเยอะและไอมากจนรบกวนชีวิตประจำวัน การใช้ยาแก้ไอที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว โดยยาที่ใช้สำหรับเสมหะมักเป็นยา 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ยาขับเสมหะ (Expectorants) ที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายขับเสมหะออกมา และยาละลายเสมหะ (Mucolytics) ที่ช่วยลดความหนืดของเสมหะ ทำให้ง่ายต่อการขับออก
4. ใช้น้ำเกลือกลั้วภายในลำคอ หรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
การกลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ จะช่วยชะล้างเสมหะที่ติดอยู่บริเวณลำคอและทอนซิล ลดอาการอักเสบและการระคายเคือง ส่วนการ ล้างจมูก ด้วยน้ำเกลือจะช่วยชะล้างเมือก สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรคที่ตกค้างในโพรงจมูก ซึ่งเป็นสาเหตุของการไหลลงคอและเกิดเสมหะตามมา

5. งดอาหารประเภทของทอด ของมัน น้ำอัดลม กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่
พฤติกรรมการบริโภคมีผลต่อการผลิตเสมหะโดยตรง เนื่องจากอาหารทอดและอาหารมันสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเมือกเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน เครื่องดื่มที่มีฤทธิ์ขับน้ำอย่างน้ำอัดลม กาแฟ และแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้เสมหะมีความเหนียวข้นมากขึ้น นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจและกระตุ้นการสร้างเสมหะอย่างรุนแรง
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ทำไมถึงมีเสมหะบ่อยในช่วงตอนเช้า ? | การมีเสมหะในลำคอ โดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน มักเกิดจากหลายปัจจัย ประการแรก คือ พฤติกรรมการนอนหลับ เช่น การหายใจทางปาก ซึ่งทำให้อากาศเย็นและแห้งเข้าสู่ลำคอโดยตรง ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการสร้างเมือกหรือเสมหะเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น นอกจากนี้ อาการเจ็บป่วยอย่างโรคไซนัสอักเสบก็เป็นสาเหตุสำคัญ เพราะจะทำให้น้ำมูกไหลลงคอ (Post-nasal drip) และกลายเป็นเสมหะที่อาจมีสีเขียวหรือเหลือง สุดท้าย สำหรับผู้ที่มีภาวะหลอดลมอักเสบเรื้อรัง การอักเสบจะกระตุ้นให้เยื่อบุหลอดลมผลิตมูกออกมามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่านอนที่เสมหะไม่สามารถขับออกได้ดี จึงทำให้ตื่นมาพบกับเสมหะที่เหนียวข้นในลำคอ |
| ทํายังไงให้เสมหะออกจากคอ ? | เพื่อให้ร่างกายขับเสมหะได้ง่ายและเร็วขึ้น ควรดื่มน้ำอุ่นสะอาดให้มาก โดยเฉพาะน้ำอุ่นผสมมะนาวทุกชั่วโมง จะช่วยให้เสมหะคลายความเหนียวข้นลง ขณะเดียวกัน การใช้น้ำเกลืออุ่นกลั้วคอ โดยเงยหน้าขึ้น จะช่วยกำจัดแบคทีเรียและละลายเสมหะได้ดีขึ้น และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องพยายามขับน้ำมูกและเสมหะออกมาให้หมด และห้ามกลืนเสมหะกลับลงไป เพราะอาจทำให้เชื้อโรคกลับเข้าสู่ร่างกายได้ |
| เสมหะในคอกี่วันหาย ? | ปกติมักจะดีขึ้นและหายไปเองภายในเวลาไม่กี่วัน แต่ถ้าเป็นนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือมีไข้นานเกิน 1 สัปดาห์ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไป |
บทสรุป
จะเห็นว่า การจัดการกับเสมหะอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมการกิน การรักษาโรคกรดไหลย้อน หรือการควบคุมอาการภูมิแพ้ เพื่อให้ลำคอกลับมาโล่งสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในยามเช้า
ขอบคุณข้อมูลจาก :
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,
โรงพยาบาลเพชรเวช,
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย,
สามัคคีเภสัช,
โรงพยาบาลกรุงเทพ จันทบุรี,





