แม้ไข้หวัดจะหายไปแล้ว แต่หลายคนยังต้องเผชิญกับปัญหา ‘หูอื้อ’ ที่ตามมาและไม่ยอมหายขาด !
ซึ่งบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า อาการหูอื้อหลังเป็นหวัดนั้นอันตรายมากน้อยเพียงใด และ ควรรับมืออย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของคุณ
หูอื้อเกิดจากอะไร ? รวมสาเหตุหลักของอาการหูอื้อหลังเป็นหวัด
อาการหูอื้อขณะเป็นหวัด เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้
การติดเชื้อหวัดทำให้โพรงจมูกอักเสบและบวม : จึงอาจทำให้ท่อยูสเตเชียนซึ่งเชื่อมต่อโพรงจมูกกับหูชั้นกลางบวมตามไปด้วย ผลที่ตามมา คือ ความดันในหูชั้นกลางเพิ่มขึ้นจนเกิดอาการหูอื้อได้
ภาวะเยื่อแก้วหูทะลุ : นอกจากการอักเสบและบวมแล้ว หวัดยังอาจทำให้ท่อยูสเตเชียนอุดตันจนมีของเหลวสะสมและเกิดการติดเชื้อในหูชั้นกลาง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเยื่อแก้วหูทะลุได้ อันเป็นอีกสาเหตุของอาการหูอื้อ

ยาบางชนิดที่ใช้บรรเทาอาการหวัด : เช่น ยาแก้ปวดลดอักเสบ อย่างแอสไพริน และไอบูโพรเฟน ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการหูอื้อได้เช่นกัน
อาการที่ควรรีบพบแพทย์
หากเป็นหวัดแล้วหูอื้อไม่หาย หรือไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น
✅ ไข้สูง
✅ หายใจถี่
✅ เวียนศีรษะ
✅ สูญเสียการได้ยิน
ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนกว่าอาการหวัดทั่วไปได้
เป็นหวัดหูอื้อ แก้ยังไง ? 7 แนวทางการรักษาและการดูแลตนเอง
การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกในการบรรเทาอาการหวัดและช่วยลดอาการหูอื้อที่ตามมา โดยเน้นที่การทำให้ร่างกายได้รับความชุ่มชื้นและการจัดการกับความแออัดในระบบทางเดินหายใจ ดังนี้

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
การรักษาความชุ่มชื้นเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการหวัด ซึ่งการดื่มน้ำอย่างน้อย 6–8 แก้วต่อวัน จะช่วยให้เยื่อเมือกในจมูกและคอไม่แห้ง ส่งผลให้เสมหะและน้ำมูกมีความเหลวง่ายต่อการขับออก เมื่อของเหลวเหล่านี้ระบายได้ดีขึ้น ก็จะช่วยลดแรงดันภายในท่อยูสเตเชียน และช่วยบรรเทาอาการหูอื้อให้ดีขึ้นได้
2. จิบน้ำอุ่นเพื่อลดการอักเสบของลำคอและทางเดินหายใจ
การจิบน้ำอุ่นหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ เช่น ชาร้อน น้ำซุป หรือน้ำขิง เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอและไอจากโรคหวัดได้ดี อีกทั้ง ความร้อนจากไอน้ำจะช่วยเปิดทางเดินหายใจที่อุดตันได้ชั่วคราว ช่วยให้คุณผ่อนคลายและรู้สึกสบายขึ้น

3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อขจัดสิ่งอุดตันในโพรงจมูก
การล้างจมูก ด้วยน้ำเกลือโดยใช้อุปกรณ์ล้างจมูกที่อ่อนโยน หรือให้แรงดันน้ำที่ไม่รุนแรง โดยการล้างจมูกจะช่วยชะล้างน้ำมูกที่เหนียวข้น สารก่อภูมิแพ้ และสารระคายเคืองอื่นๆ ที่อุดตันอยู่ภายในโพรงจมูกออกไป เมื่อโพรงจมูกสะอาดและมีความชุ่มชื้นมากขึ้น การไหลเวียนของอากาศภายในระบบทางเดินหายใจก็จะดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการระบายอากาศผ่านท่อยูสเตเชียน ทำให้แรงดันในหูชั้นกลางกลับมาสู่สมดุลและบรรเทาอาการหูอื้อได้
4. พักผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อการฟื้นฟูจากโรคหวัด
การนอนหลับที่เพียงพอช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น และช่วยลดภาวะความเครียดที่ร่างกายต้องเผชิญในระหว่างการเจ็บป่วย ดังนั้น ควรมุ่งเน้นไปที่การนอนหลับให้ได้ปริมาณที่เหมาะสมและมีคุณภาพ เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ซ่อมแซมและเสริมสร้างความแข็งแรงของเซลล์ต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การหายจากโรคหวัดได้เร็วขึ้น
5. รับประทานยาแก้คัดจมูก
ยาแก้คัดจมูกจะออกฤทธิ์โดยการช่วยลดอาการบวมของหลอดเลือดในโพรงจมูก ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้นชั่วคราว ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถหายใจผ่านจมูกได้อย่างสะดวกและดีขึ้น

6. รับประทานยาแก้ปวด
ยาแก้ปวดและลดไข้ ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการช่วยลดความรุนแรงของอาการปวดต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อาการปวดศีรษะและอาการเจ็บคอ นอกจากนี้ ยายังมีคุณสมบัติที่สำคัญในการช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายหรือลดไข้ให้กลับสู่ภาวะปกติได้อีกด้วย
7. หลีกเลี่ยงการใช้หูฟังและเปิดเสียงดังเกินไป
หลีกเลี่ยงการใช้หูฟังในระดับเสียงที่ดังเกินขีดจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดเสียงที่ความดังสูงสุดหรือฟังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน การกระทำเหล่านี้จะส่งผลให้เซลล์ขนขนาดเล็กในหูชั้นใน ซึ่งทำหน้าที่รับเสียง ได้รับความเสียหายอย่างถาวร นำไปสู่การสูญเสียการได้ยิน
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| เป็นหวัดแล้วหูอื้อ กี่วันหาย ? | อาการหูอื้อจากไข้จะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ เมื่อร่างกายฟื้นตัวจากการติดเชื้อและการอักเสบลดลง |
| เป็นหวัดแล้วหูอื้อ อันตรายไหม ? | อาการหูอื้อ ถึงแม้จะดูเหมือนไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่หากเริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน คุณควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาทันที อาทิ
|
| เป็นหวัดแล้วหูอื้อ กินยาอะไร ? | เป็นหวัดแล้วหูอื้อควรกินยาแก้คัดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของหลอดเลือดในโพรงจมูก ทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างขึ้นชั่วคราว คุณจึงหายใจได้สะดวกขึ้น |
บทสรุป
ทั้งนี้ หากอาการหูอื้อไม่หายไปภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ปวดหูอย่างรุนแรง หรือมีหนอง/น้ำไหลออกจากหู ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะอาการหูอื้อที่ยืดเยื้ออาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงกว่าได้ เช่น หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลันหรือมีน้ำในหูชั้นกลาง นั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก :
Pobpad,
eXtaPlus





