เมื่อลูกน้อยมีอาการ จามบ่อย น้ำมูกใสไหลไม่หยุด และคัดจมูกเป็นประจำ พ่อแม่หลายท่านอาจคิดว่าเป็นเพียงหวัดทั่วไป แต่ความจริงแล้ว อาการที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหล่านี้ คือ Checklist สำคัญ 3 ข้อ ที่เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าลูกคุณอาจกำลังเผชิญหน้ากับภาวะภูมิแพ้อากาศอยู่ก็เป็นได้
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็นภูมิแพ้อากาศ
ภูมิแพ้อากาศ คือ ภาวะที่เนื้อเยื่อจมูกเกิดการอักเสบเมื่อร่างกายสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้หรือการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองและอาการต่างๆ ตามมา แม้ว่าภาวะนี้จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก นอกจากนี้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ก็อาจลุกลามจนเป็นโพรงไซนัสอักเสบได้
⭐ โรคภูมิแพ้อากาศ อาการที่พบบ่อย มีดังนี้
- จาม
- คันจมูก คัดจมูก เสียงขึ้นจมูก
- น้ำมูกไหล
- ขยี้จมูกจนเป็นรอยที่สันจมูก
- คันตา แสบตา
- คันหู หูอื้อ เจ็บหูด้านหลัง
- มีเสมหะไหลลงคอ เจ็บคอ ไอเรื้อรัง
- เลือดกำเดาไหล
⭐ วิธีการตรวจวินิจฉัยภูมิแพ้อากาศ
ในการวินิจฉัยภาวะ ภูมิแพ้อากาศ แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและอาการอย่างละเอียด เพื่อให้เข้าใจข้อมูลพื้นฐานของผู้ป่วย จากนั้นจะตามด้วยการตรวจร่างกาย ซึ่งเน้นที่การตรวจดูความผิดปกติในช่องจมูก เช่น ลักษณะการบวม สีน้ำมูก รวมถึงการตรวจดูตุ่มแดงในลำคอ และรอยคล้ำใต้ตา (ขอบตาล่าง)
นอกจากนี้ การตรวจวินิจฉัยยังรวมถึงการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเจาะจง เช่น การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test) เพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ หรือการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับสารก่อภูมิแพ้ (Serum Specific IgE) ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดจะต้องดำเนินการภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์ เท่านั้น

วิธีดูแลลูกน้อยจากภาวะภูมิแพ้อากาศเบื้องต้นที่พ่อแม่ทำได้ที่บ้าน
การดูแลลูกน้อยให้ห่างไกลจากอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือจามบ่อยครั้ง ไม่ได้อาศัยแค่การใช้ยาเท่านั้น แต่ยังเริ่มต้นได้จากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีภายในบ้าน ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยอยู่ในอากาศ
หลังจากที่ลูกน้อยได้รับการตรวจวินิจฉัยและทราบอย่างชัดเจนแล้วว่าแพ้สารใด เช่น ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือเชื้อรา สิ่งต่อมาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำ คือ การจัดการและลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นให้มากที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ลูกอาศัยอยู่
ซึ่งการทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ การใช้ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น การหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์มีขน หรือการจำกัดกิจกรรมนอกบ้านในช่วงที่มีเกสรดอกไม้ฟุ้งกระจาย จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการควบคุมอาการภูมิแพ้ของลูกอย่างยั่งยืน

2. หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศและใช้เครื่องฟอกอากาศ
มลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 และควันบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถกระตุ้นหรือทำให้อาการภูมิแพ้ของลูกกำเริบได้ ดังนั้น จึงควรสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานให้กับลูกน้อยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน นอกจากนี้ การติดตั้งและเปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองประสิทธิภาพสูงจะช่วยดักจับอนุภาคเล็กๆ และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ทำให้ลูกน้อยได้หายใจเอาอากาศที่บริสุทธิ์ ซึ่งจะช่วยลดการระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจได้
3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเพื่อชะล้างสารก่อภูมิแพ้
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เป็นวิธีดูแลที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับเด็กที่เป็นภูมิแพ้อากาศ เพราะน้ำเกลือจะช่วยชะล้างเมือก น้ำมูกที่ข้นเหนียว และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่เกาะติดอยู่ในโพรงจมูกและไซนัส ให้หลุดออกไป ซึ่งจะช่วยลดการคั่งของน้ำมูก ลดอาการคัดจมูก และลดการอักเสบในระยะยาว

4.ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์อย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงยาพ่นลดบวม
ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์ ใช้สำหรับลดการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุโพรงจมูกในผู้ป่วยภูมิแพ้ ซึ่งการใช้ยานี้ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยควบคุมอาการในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่นจมูกชนิดลดอาการบวมและคัดจมูกเฉียบพลัน (Decongestants) ติดต่อกันเกิน 3-5 วัน เพราะจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “จมูกติดยา” ซึ่งทำให้อาการคัดจมูกกลับมารุนแรงกว่าเดิมเมื่อหยุดยา และยากต่อการรักษา
5. รับประทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการในยามจำเป็น
ในวันที่ลูกน้อยมีอาการภูมิแพ้กำเริบอย่างรุนแรง ควรเลือกใช้ยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วงน้อย หรือไม่ทำให้ง่วงเลย ตามที่กุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางแนะนำ เพื่อไม่ให้รบกวนการเรียนรู้และกิจกรรมประจำวันของเด็ก ซึ่งยาชนิดนี้จะออกฤทธิ์เร็ว แต่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุเพื่อจัดการกับอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น
6. พิจารณาการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้
การรักษาด้วยการฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ (Allergen-specific Immunotherapy) เหมาะสำหรับเด็กที่มีอาการภูมิแพ้รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการหลีกเลี่ยงสารแพ้และการใช้ยา ซึ่งวัคซีนนี้จะปรับเปลี่ยนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทนต่อสารที่แพ้ได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3-5 ปี ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เท่านั้น

7. การผ่าตัดในกรณีที่มีโรคร่วมหรืออาการรุนแรงตามดุลยพินิจของแพทย์
ในบางกรณีที่อาการภูมิแพ้รุนแรงและเรื้อรัง หรือมีโรคร่วมทางโครงสร้างอื่นๆ ในระบบทางเดินหายใจ เช่น ริดสีดวงจมูก, ผนังกั้นจมูกคด หรือไซนัสอักเสบเรื้อรัง การรักษาด้วยยาอาจไม่เพียงพอ แพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติทางกายวิภาคเหล่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การหายใจดีขึ้นอย่างมาก และทำให้การรักษาด้วยยาภูมิแพ้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
8. เสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงด้วยโภชนาการและการออกกำลังกาย
พื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับทุกโรค รวมถึงภาวะภูมิแพ้อากาศ คือ การมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ฉะนั้น การดูแลให้ลูกน้อยได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ โดยเน้นผัก ผลไม้ และอาหารที่ช่วยต้านการอักเสบ พร้อมทั้งให้ลูกได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับวัย จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| จะรู้ได้ไงว่าเป็นภูมิแพ้อากาศ ? | ผู้ป่วยจะมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก ชอบขยี้จมูกจนเกิดรอยบริเวณสันจมูก มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู หูอื้อได้ |
| ภูมิแพ้อากาศทำไงให้หาย ? | เช็กลิสต์ 8 ข้อ การดูแลตนเองเมื่อเป็นภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้ในอากาศ (ตามผลการตรวจ)สวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน และใช้เครื่องฟอกอากาศล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อกำจัดน้ำมูกและสารก่อภูมิแพ้ใช้ยาพ่นสเตียรอยด์เพื่อลดอักเสบต่อเนื่อง งดใช้ยาพ่นลดบวมฉับพลันติดต่อกันรับประทานยาแก้แพ้เมื่อมีอาการพิจารณาฉีดวัคซีนภูมิแพ้ผ่าตัด (ถ้าจำเป็น)กินอาหารมีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอ |
| โรคภูมิแพ้อากาศ เป็นกี่วัน ? | โรคแพ้อากาศจะมีอาการคันจมูก ร่วมกับน้ำมูกใสๆ มีอาการคันตา น้ำตาไหล ไม่มีไข้ ซึ่งส่วนมากมักจะมีอาการมากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป |
บทสรุป
จะเห็นได้ว่า อาการลูกจามบ่อย น้ํามูกใส เป็นสัญญาณสำคัญที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะภูมิแพ้อากาศในเด็กได้ ดังนั้น การสังเกตอย่างต่อเนื่องเพื่อแยกแยะอาการแพ้กับอาการป่วยทั่วไป (เช่น ดูว่าอาการเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมบางอย่างหรือไม่) จึงเป็นสิ่งจำเป็น
หากพบอาการเรื้อรังหรือผิดปกติ ควรรีบพาบุตรหลานไปพบแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ เนื่องจากการรักษาที่รวดเร็วถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้พวกเขาเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอาการป่วยเรื้อรังมาเป็นอุปสรรค
ขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล





