เมื่อเมฆฝนเคลื่อนผ่านและสายลมเริ่มเปลี่ยนทิศ นั่นคือสัญญาณเตือนที่พ่อแม่ไม่อาจมองข้าม เพราะในช่วงเวลาที่ธรรมชาติกำลังปรับตัว ร่างกายที่บอบบางของลูกน้อยก็ต้องต่อสู้กับ “แขกไม่ได้รับเชิญ” ที่ร้ายกาจอย่าง “ไข้หวัดใหญ่” ซึ่งไม่ใช่เพียงอาการเจ็บป่วยธรรมดา แต่เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง หากขาดการป้องกันและดูแลรักษาที่ทันท่วงที
บทความนี้จึงไม่ได้เพียงบอกเล่าถึงความเสี่ยง แต่คือ “คู่มือฉบับย่อ” ที่จะมอบความรู้และสร้างความมั่นใจให้กับเหล่าคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลนี้เป็นไปอย่างปลอดภัยและราบรื่นที่สุด

ไข้หวัดใหญ่ อาการที่พบบ่อย มีอะไรบ้าง ?
ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ซึ่งพบได้ตลอดทั้งปีในประเทศไทย แต่จะมีการแพร่ระบาดสูงสุดในช่วงฤดูฝน โดยทุกคนทุกวัยสามารถติดเชื้อได้ แต่เด็กเล็กถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ และเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตอาการได้อย่างทันท่วงที พารากราฟต่อไปนี้ จะเป็นลิสต์อาการของไข้หวัดใหญ่ในเด็ก
- ไข้สูง ประมาณ 3-7 วัน
- น้ำมูกใส คัดจมูก และไอ นาน 1-2 สัปดาห์
- ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ
- เบื่ออาหาร
- อาจมีอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย
- อาการอาจรุนแรงถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล หากมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ

แนวทางการดูแลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ที่บ้าน
เมื่อไข้หวัดใหญ่มาเยือน การดูแลลูกน้อยที่บ้านอย่างถูกหลัก นับเป็นแนวหน้าของการต่อสู้กับเชื้อไวรัส เพื่อประคับประคองอาการให้ทุเลาลง และป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาได้อย่างรวดเร็ว
- เช็ดตัว พร้อมสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- ปรับอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม
- ให้ยาลดไข้
- ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
- รับประทานอาหารอ่อนๆ
- สวมผ้าปิดปาก ล้างมือบ่อยๆ แยกสิ่งของเครื่องใช้กับผู้อื่น
- แนะนำให้หยุดเรียน เป็นระยะเวลา 5-7 วัน
โรคไข้หวัดใหญ่ การป้องกันในช่วงอากาศเปลี่ยน
การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ มักนำมาซึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการแพร่กระจายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส และสามารถก่อให้เกิดอาการรุนแรงได้ในกลุ่มเสี่ยง การเตรียมตัวป้องกันอย่างเข้มงวดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาลจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อรักษาภูมิคุ้มกันของตนเองและลดภาระต่อระบบสาธารณสุข

1. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัวทางเดินหายใจ (เช่น หอบหืด) และเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
| ข้อควรรู้ : วัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันประมาณ 40-60% เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนสายพันธุ์เกือบทุกปี จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนที่มีการปรับสายพันธุ์ใหม่ทุกปี และควรฉีดในช่วงก่อนการระบาด (เช่น เมษายนถึงพฤษภาคม) สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ปี และเพิ่งเริ่มฉีดวัคซีนเป็นปีแรก จะต้องฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน ส่วนครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนซึ่งยังรับวัคซีนไม่ได้ สมาชิกทุกคนในครอบครัว ควรเข้ารับวัคซีนเพื่อช่วยป้องกันเด็กเล็กด้วย |
2. สร้างสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี
ควรล้างมือให้ลูกน้อยด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง โดยเฉพาะหลังจากออกนอกบ้าน และก่อนรับประทานอาหาร

3. หมั่นล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการป้องกันและบรรเทาอาการของไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับฝุ่นละอองหรือการเปลี่ยนแปลงของอากาศ
ซึ่งการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะช่วยชะล้างเมือก สารก่อภูมิแพ้ รวมถึงเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่ตกค้างในโพรงจมูกออกไป ทำให้เยื่อบุโพรงจมูกสะอาด ชุ่มชื้น และช่วยลดความข้นเหนียวของน้ำมูก ทำให้หายใจสะดวกยิ่งขึ้น
4. ไม่ควรให้เด็กเข้าใกล้คนป่วยและหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไอ จาม หรือมีไข้ และการงดพาเด็กไปในพื้นที่ที่มีผู้คนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศไม่ดี เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงเรียนกวดวิชา หรือขนส่งสาธารณะ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดโอกาสที่ละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของเด็กได้
5. แยกของเล่น ของใช้ให้เป็นส่วนตัว
เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถปนเปื้อนอยู่บนพื้นผิวสิ่งของและสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านการสัมผัสและการใช้ของร่วมกัน พ่อแม่จึงควรเน้นย้ำเรื่องแยกของเล่น/ของใช้ให้เป็นส่วนตัว เพื่อป้องกันการแลกเปลี่ยนสารคัดหลั่งระหว่างกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กที่มักนำมือเข้าปากหรือใช้สิ่งของร่วมกับเพื่อนบ่อยครั้ง
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ต่างกับ B ยังไง ? | ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A เป็นเชื้อที่พบได้กว้างขวางทั้งในคนและสัตว์ เช่น นก สุกร ซึ่งมีศักยภาพในการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ในวงกว้าง และอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ ผู้ที่ติดเชื้อมักมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หนาวสั่น และอ่อนเพลียอย่างมาก โดยอาการจะรุนแรงในช่วง 1-2 วันแรก หลังระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B เป็นเชื้อที่พบและแพร่ระบาดเฉพาะในคนเท่านั้น โดยมักระบาดตามฤดูกาล เช่น ช่วงเปลี่ยนฤดูหรือหน้าฝน และไม่รุนแรงเท่าสายพันธุ์ A อาการที่พบมักเป็นไข้ระดับปานกลาง ไอแห้ง เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย ซึ่งอาการจะค่อยๆ ปรากฏและไม่รุนแรงฉับพลันเหมือนสายพันธุ์ A โดยมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน และมักพบการติดเชื้อได้บ่อยในเด็กและวัยเรียน เนื่องจากมีการรวมกลุ่มและติดต่อกันได้ง่าย |
| ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ต้องกักตัวกี่วัน ? | ผู้ใหญ่ ต้องหยุดเรียน/ทำงานอย่างน้อย 7 วัน หรือจนกว่าจะหายป่วยและไม่มีอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ในขณะที่เด็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน และควรอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จะสามารถแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้ตั้งแต่ช่วง 1 วันก่อนจะมีอาการไข้หวัดตามมา และจะสามารถแพร่เชื้อได้อีก 3-5 วันหลังมีอาการ ในขณะที่กลุ่มเด็กเมื่อป่วยได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A แล้วจะสามารถแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน |
| ไข้หวัดใหญ่ห้ามกินอะไร ? | เมื่อมีไข้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยากและหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีไขมันสูง (เช่น ของทอด, เนื้อติดมัน, ฟาสต์ฟู้ด) และอาหารแปรรูปที่มีไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งอาหารเหล่านี้อาจทำให้อาการไข้รุนแรงขึ้นหรือหายช้าลง นอกจากนี้ ควรลดการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เพราะอาจกดภูมิคุ้มกัน และควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน เนื่องจากจะทำให้ร่างกายขาดน้ำและรบกวนการพักผ่อน |
บทสรุป
การป้องกันไข้หวัดใหญ่(ในเด็ก)ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีสำหรับการเรียนรู้และการเติบโตของลูก ซึ่งหัวใจหลัก คือ การสร้างเกราะป้องกันทั้งจากภายในและภายนอก
โดยเริ่มจากการให้ลูกได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี, สอนสุขอนามัยที่ดี, ดูแลเรื่องอาหารที่มีประโยชน์ และการพักผ่อนที่เพียงพอ เชื่อเถอะว่า การป้องกันที่สม่ำเสมอในวันนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการรักษาอย่างแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลสมิติเวช,
โรงพยาบาลบางปะกอกสมุทรปราการ,
BeDee by BDMS,
โรงพยาบาลพีเอ็มจี,





