อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจามบ่อยครั้งเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญใจ แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบทางเดินหายใจกำลังถูกรบกวนอย่างหนักจากอุณหภูมิและความชื้นที่เสียสมดุล โดยเฉพาะผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้อากาศ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปซ้ำๆ ยิ่งกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดการระคายเคืองในโพรงจมูกได้ง่ายขึ้น เพื่อให้คุณสามารถรับมือและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น เราจะพาไปทำความเข้าใจต้นตอของปัญหานี้ พร้อมเผยวิธีดูแลตัวเองอย่างถูกจุดเพื่อให้คุณกลับมาหายใจได้โล่งและสบายตัวในทุกๆ วัน
อาการคันจมูกและหายใจไม่สะดวก เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย อาจเกิดจากภูมิแพ้อากาศ
โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงจมูกที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นอย่างสารก่อภูมิแพ้หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างกะทันหัน จนทำให้เกิดอาการระคายเคืองและโพรงจมูกอักเสบตามมา ซึ่งโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกช่วงวัย โดยมี “กรรมพันธุ์” เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แม้ว่าโรคนี้จะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็สร้างความรำคาญและรบกวนความสุขในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ที่สำคัญหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รับการรักษาอย่างถูกต้อง ก็อาจลุกลามและพัฒนาไปสู่โรคไซนัสอักเสบได้

อาการภูมิแพ้อากาศ
- จาม
- คันจมูก คัดจมูก เสียงขึ้นจมูก
- น้ำมูกไหล
- ขยี้จมูกจนเป็นรอยที่สันจมูก
- คันตา แสบตา
- คันหู หูอื้อ เจ็บหูด้านหลัง
- มีเสมหะไหลลงคอ เจ็บคอ ไอเรื้อรัง
- เลือดกำเดาไหล
การตรวจวินิจฉัยภูมิแพ้อากาศ
- แพทย์จะทำการซักประวัติและสอบถามอาการอย่างละเอียด
- ตรวจโพรงจมูกเพื่อดูลักษณะการบวม
- ตรวจดูสีน้ำมูก
- ตรวจตุ่มแดงในลำคอ
- ตรวจสีดำคล้ำของขอบตาล่าง
- ตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ทดสอบภูมิแพ้หาสารแพ้ละอองอากาศทางผิวหนัง (Skin prick test to aeroallergen)
- ตรวจเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ specific IgE
อากาศเปลี่ยนแปลง ดูแลสุขภาพและป้องกันภูมิแพ้อากาศ ได้อย่างไร ?
เมื่อสภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ลมหนาวโชยมา หรือสายฝนเริ่มโปรยปราย ร่างกายของเรามักจะเป็นสิ่งแรกที่ส่งสัญญาณเตือน โดยเฉพาะคนที่เป็นภูมิแพ้อากาศที่ต้องคอยรับมือกับอาการน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือไอจามอยู่บ่อยครั้ง การเตรียมความพร้อมเพื่อปกป้องร่างกายในเยื่อบุทางเดินหายใจจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีจะช่วยเปลี่ยนฤดูกาลที่น่าหงุดหงิดให้กลายเป็นช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและราบรื่นในทุกๆ วัน
1. หลีกเลี่ยงสารแพ้ละอองอากาศ
แนวทางการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้อากาศจะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติและประเมินอาการอย่างละเอียด ร่วมกับการตรวจร่างกายภายนอกเพื่อหาความผิดปกติ เช่น การส่องดูการบวมและสีของน้ำมูกในโพรงจมูก การเช็กตุ่มแดงในลำคอ รวมถึงการสังเกตอาการขอบตาล่างคล้ำ นอกจากนี้ยังมีการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการเพื่อระบุตัวการที่แพ้อย่างแม่นยำ ด้วยวิธีทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin prick test) หรือการเจาะเลือดหาค่าสารบ่งชี้ภูมิแพ้จำเพาะ (Specific IgE) ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เราทราบสาเหตุที่แท้จริงและสามารถวางแผนหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ในอากาศเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
2. หลีกเลี่ยงมลพิษทางอากาศ และใช้เครื่องฟอกอากาศ
เมื่อต้องออกไปใช้ชีวิตกลางแจ้ง ควรสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเพื่อป้องกันตัวเองจากฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ พร้อมทั้งเปิดใช้งานเครื่องฟอกอากาศเมื่ออยู่ภายในอาคาร เพื่อร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและปกป้องระบบทางเดินหายใจของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

3. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือหรือผงเกลือผสมน้ำดื่มสะอาด 180 มล. จะได้ความเข้มข้น 0.9% NaCl ( Normal saline) เป็นวิธีการทำความสะอาดโพรงจมูก โดยน้ำเกลือจะเข้าไปช่วยชะล้างและระบายคราบน้ำมูก รวมถึงเมือกเหนียวข้นที่อุดตันอยู่ในช่องจมูกให้หลุดออกทำให้หายใจได้โล่งและสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังช่วยชะล้างเอาสิ่งแปลกปลอม ฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ ที่เราสูดดมเข้าไปในแต่ละวันให้หลุดลอกออกไป ซึ่งเป็นการลดการระคายเคืองและป้องกันไม่ให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการอักเสบเรื้อรังได้อย่างดีเยี่ยม
4. ใช้ยาพ่นจมูกชนิดสเตียรอยด์
ยาพ่นจมูกกลุ่มนี้ ทำหน้าที่ลดการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกพร้อมทั้งยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาแพ้ จึงได้รับความนิยมอย่างมากในการรักษาโรคภูมิแพ้ทางจมูกและจมูกอักเสบเรื้อรัง โดยตัวยาจะเข้าไปจัดการกับอาการกวนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือคันจมูก ได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
5. รับประทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการ เวลามีอาการ
ควรทานยาแก้แพ้ทันทีเมื่ออาการกำเริบ เพื่อช่วยบรรเทาและควบคุมอาการแพ้เหล่านั้นให้ทุเลาลง
6. “ฉีดวัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ในสิ่งที่ตนเองแพ้
การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ เป็นวิธีการรักษาที่มุ่งแก้ปัญหาจากต้นตอ โดยการส่งสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายทีละน้อยเพื่อปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ค่อยๆ ลดความไวต่อสิ่งกระตุ้นจนหายจากอาการแพ้ในที่สุด ทั้งนี้ การรักษาดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอยู่ภายใต้การดูแล ประเมินผล และควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้เท่านั้นเพื่อความปลอดภัย
7. ผ่าตัดในกรณีที่มีอาการหนักหรือมีโรคร่วม
การผ่าตัดจะถูกพิจารณาเป็นทางเลือกเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคทางระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคริดสีดวงจมูก ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือภาวะไซนัสอักเสบเรื้อรัง ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องเป็นไปตามขั้นตอนและการประเมินความจำเป็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

8. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
เริ่มต้นดูแลตัวเองง่ายๆ ทำได้โดยการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างเสริมร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรง และห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ทำไมอากาศเปลี่ยนแล้วไม่สบาย ? | สาเหตุหลักที่ทำให้อาการภูมิแพ้และหวัดกำเริบได้ง่ายในช่วงหน้าหนาว เกิดจากสภาพอากาศที่เย็นและแห้ง ซึ่งทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจแห้งและระคายเคืองจนสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น ประจวบกับปัญหามลพิษอย่างฝุ่น PM2.5 ที่มักรุนแรงขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้ จนกลายเป็นปัจจัยร่วมที่กระตุ้นให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการอักเสบและเจ็บป่วยได้ง่ายที่สุด |
| ร่างกายปรับสภาพอากาศไม่ทัน ควรทําอย่างไร ? | วิธีรับมือในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน คือ – เมื่ออากาศเย็นควรใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ – พักผ่อนให้เพียงพอ – ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ – ออกกำลังกายสม่ำเสมอ – คนที่มีโรคประจำตัว ควรทานยาอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุม- – อาการของโรคเดิมให้ปกติ |
บทสรุป
อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และจามง่าย ยามที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยนั้น ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องยอมจำนน แต่เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายให้หันกลับมาใส่ใจระบบทางเดินหายใจอย่างจริงจัง กลไกการปรับตัวของโพรงจมูกที่ไวต่ออุณหภูมิและความชื้นรอบตัว สามารถบรรเทาลงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การรักษาความอบอุ่นให้ร่างกาย การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ไปจนถึงการดูแลสุขอนามัยภายในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ
การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงและรับมืออย่างถูกวิธี ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความทรมานจากอาการหายใจไม่สะดวกในแต่ละวัน แต่ยังเป็นการเสริมสร้างเกราะป้องกันให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงในระยะยาว พร้อมเผชิญหน้ากับทุกสภาวะอากาศได้อย่างมั่นใจและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก :
โรงพยาบาลกรุงเทพ,
โรงพยาบาลพญาไท





