ถ้าคุณกำลังเจอภาวะที่ทุกการหายใจเข้ามีแต่กลิ่นไม่พึงประสงค์รบกวนอยู่ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะสระผม ล้างหน้า หรืออยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์แค่ไหนกลิ่นนั้นก็ไม่หายไป อาการนี้อาจมาจากหลายสาเหตุ ทั้งบริเวณจมูกและไซนัส ช่องปาก/ลำคอ หรือการรับกลิ่นที่เปลี่ยนไป การเข้าใจที่มาของกลิ่นเหม็นในจมูกจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการแก้ปัญหาให้ตรงจุด
จมูกมีกลิ่นเหม็น เกิดจากอะไร ?
อาการจมูกมีกลิ่นเหม็น หรือรู้สึกเหมือนได้กลิ่นแปลกๆ ในรูจมูกตลอดเวลา เป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะบั่นทอนความมั่นใจในชีวิตประจำวันแล้ว ยังอาจเป็นสิ่งบอกเหตุถึงปัญหาสุขภาพภายในโพรงจมูกหรือไซนัสได้อีกด้วย

1. ไซนัสอักเสบ
ภาวะไซนัสอักเสบอาจเกิดตามหลังการติดเชื้อหรือสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูกและไซนัส ขึ้นกับชนิดของโรค บางรายอาจรู้สึกมีกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือมีกลิ่นปากร่วมด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งคัดหลั่งค้าง
สำหรับไซนัสอักเสบชนิดเฉียบพลัน มักเป็นระยะสั้น ส่วนไซนัสอักเสบเรื้อรัง จะมีอาการต่อเนื่องตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป
2. ริดสีดวงจมูก (Nasal Polyp)
ริดสีดวงจมูก คือ ก้อนเนื้อนิ่มชนิดธรรมดาที่ไม่ใช่มะเร็ง เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเยื่อบุโพรงจมูกหรือไซนัส มีลักษณะคล้ายหยดน้ำเม็ดเล็กๆ มักสัมพันธ์กับการอักเสบเรื้อรังในจมูกและไซนัส และพบร่วมกับภาวะบางอย่าง เช่น หอบหืด โรคภูมิแพ้ หรือการเป็นไซนัสอักเสบอย่างต่อเนื่อง
หากริดสีดวงจมูกมีขนาดเล็กมาก มักจะไม่ส่งผลกระทบต่อการหายใจและอาจไม่รู้สึกว่ามีก้อนเนื้อนี้อยู่เลย แต่ถ้าก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีก้อนเล็กๆ รวมกันหลายก้อน ก็อาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่น หายใจทางจมูกลำบาก หรือทำให้เสียงพูดเปลี่ยนไปได้
นอกจากนี้ ริดสีดวงจมูกยังอาจก่อให้เกิดอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ดังนี้ น้ำมูกไหล, น้ำมูกหรือเสมหะไหลลงคอ, คัดจมูก, ปวดศีรษะ, นอนกรน, รู้สึกตึงๆ หรือมีแรงกดบริเวณหน้าผากและใบหน้า, ปวดบริเวณใบหน้า, ปวดบริเวณฟันบน

3. นิ่วทอนซิล
นิ่วทอนซิล (Tonsil Stone) คือ ก้อนขนาดเล็กสีขาวหรือเหลืองที่สะสมอยู่ในซอกของต่อมทอนซิล เกิดจากการรวมตัวของแบคทีเรีย เซลล์ที่ตายแล้ว เศษอาหาร น้ำลาย และเสมหะ ซึ่งในบางรายอาจสะสมจนกลายเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่คล้ายก้อนแคลเซียม
หากมีขนาดเล็กมักไม่มีอาการใด ๆ แต่หากก้อนนิ่วโตขึ้น อาจส่งผลให้เกิดกลิ่นปาก มีรสชาติแย่ในปาก มีกลิ่นเหม็นในจมูก (กลิ่นจากช่องปากหรือลำคออาจถูกรับรู้ย้อนขึ้นทางจมูก จนผู้ใช้รู้สึกเหมือนมีกลิ่นในจมูกได้)
รวมถึงมีอาการต่างๆ ดังนี้ ไอเรื้อรังหรือเจ็บคอ, กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก, มีอาการปวดร้าวไปที่หู, ต่อมทอนซิลบวมหรืออักเสบ
4. ภาวะได้กลิ่นที่ไม่มีอยู่จริง
การที่รู้สึกว่ามีกลิ่นเหม็นในจมูก แท้จริงแล้วอาจเกิดจากภาวะได้กลิ่นหลอนหรือ แฟนโทสเมีย (Phantosmia) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบรับกลิ่นทำงานผิดปกติ ทำให้ได้กลิ่นที่ไม่มีอยู่จริงหรือรู้สึกเหมือนมีกลิ่นเหม็นติดจมูกอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีกลิ่นใดๆ เลย
ภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่มักมีสาเหตุพื้นฐานทั่วไป ดังนี้
- สาเหตุที่พบได้บ่อย: การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ, ไซนัสอักเสบหรือภูมิแพ้, การบาดเจ็บที่ศีรษะ, และผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
- สาเหตุที่พบได้น้อยกว่า: อาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางระบบประสาทและสมอง (เช่น พาร์กินสัน หรือเนื้องอกในสมอง)
สำหรับบางรายอาการอาจหายไปได้เอง แต่หากต้องรักษาที่ต้นเหตุของโรค อาการได้กลิ่นเหม็นในจมูกนี้จึงจะหายไป

5. อาหาร เครื่องดื่ม และยาบางชนิด
อาหาร/ยา/การสูบบุหรี่ อาจเปลี่ยนการรับกลิ่นหรือทำให้เกิดกลิ่นจากช่องปากได้ในบางคน เช่น กระเทียมและหัวหอม กาแฟ อาหารรสเผ็ด อาหารที่มีไนเตรตหรือไนไตรต์ เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป อย่างไส้กรอก แฮม แหนม เป็นต้น แอมเฟตามีน และยาในกลุ่มฟีโนไทอาซีน (Phenothiazine) เช่น คลอร์โปรมาซีน (Chlorpromazine)
วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อรู้สึกมีกลิ่นผิดปกติในจมูก

1. ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
การล้างจมูก คือ การทำความสะอาดโพรงจมูกและไซนัส โดยใช้น้ำเกลือช่วยชะล้างน้ำมูก สิ่งคัดหลั่ง สารก่อภูมิแพ้ และสิ่งระคายเคืองต่างๆ ในโพรงจมูก ช่วยให้รู้สึกโล่งขึ้นในผู้ที่มีน้ำมูกค้างหรือมีภาวะไซนัสอักเสบ บรรเทาอาการคัดจมูก คัน จาม และแสบจมูก รวมถึงช่วยลดกลิ่นเหม็นในโพรงจมูกที่เกิดจากน้ำมูกคั่งค้างหรือการอักเสบ (ทั้งนี้ ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหากลิ่นปากหรือกลิ่นจากสาเหตุอื่น)
2. ดื่มน้ำให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอ
หมั่นดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน เพื่อให้ริมฝีปากและช่องปากชุ่มชื้น ช่วยลดภาวะปากแห้งและช่วยให้สารคัดหลั่งไม่เหนียวข้น

3. รักษาความสะอาดในช่องปากให้ดี
ถ้ากลิ่นสัมพันธ์กับกลิ่นปาก คราบลิ้น หรือนิ่วทอนซิล (Tonsil Stone) การดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดปัญหานี้ได้โดยตรง โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้ แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และแปรงทำความสะอาดลิ้นทุกครั้ง, ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดตามซอกฟัน, พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
4. สังเกตและหลีกเลี่ยงอาหาร/เครื่องดื่มที่พบว่ากระตุ้นกลิ่นในตัวเอง
หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในจมูก เช่น กระเทียม หัวหอม และกาแฟ
5. ปรึกษาคุณหมอเพื่อเปลี่ยนยาที่อาจทำให้เกิดกลิ่นเหม็นในจมูก
หากสงสัยว่ายาที่ใช้เกี่ยวข้องกับการรับกลิ่น ให้ปรึกษาแพทย์/เภสัชกร และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
6. เลิกสูบบุหรี่
งดสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกประเภท
เมื่อไรควรพบแพทย์ ?
- เมื่อได้กลิ่นแปลกๆ ที่ไม่มีแหล่งที่มาชัดเจน
- อาการเกิดซ้ำหรือต่อเนื่อง
- มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะรุนแรง สับสน หรือมีอาการหลงผิดอื่นๆ
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| หายใจมีกลิ่นเหม็นเป็นโรคอะไร ? | กลิ่นปากส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียและเศษอาหารในช่องปาก แต่หากปากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงและเป็นต่อเนื่องไม่หาย อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคในระบบทางเดินหายใจ หรือในบางกรณีที่พบได้น้อยกว่า อาจเกี่ยวข้องกับโรคระบบอื่น จึงควรพบแพทย์หากเป็นต่อเนื่อง |
บทสรุป
กลิ่นไม่พึงประสงค์ในจมูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากมีน้ำมูก สิ่งคัดหลั่ง สารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งระคายเคือง การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูแลสุขอนามัยโพรงจมูกสามารถช่วยบรรเทาได้ อย่างไรก็ตาม หากเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น นิ่วต่อมทอนซิล (Tonsil stone) ภาวะจมูกได้กลิ่นผิดปกติ หรือโรคระบบอื่น การล้างจมูกอาจไม่ได้ช่วยโดยตรง หากมีอาการต่อเนื่องหรือหาสาเหตุไม่ได้ ควรพบแพทย์เฉพาะทางหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก :
นายแพทย์ ช.ท แพทย์เวชปฏิบัติ,
ราชวิทยาลัยโสต ศอ นาสิกแพทย์แห่งประเทศไทย,
รามาแชนแนล,
BMHH





