พอเข้าสู่หน้าฝนทีไร สิ่งที่ตามมาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องและความชุ่มฉ่ำก็คืออาการจามฟุดฟิด คัดจมูก และน้ำมูกไหลไม่หยุด หลายคนต้องตื่นมาเจอกับอาการอึดอัดหายใจไม่สะดวกทุกเช้า จนทำให้วันทั้งวันกลายเป็นวันที่แสนเหนื่อยล้า หากคุณเป็นหนึ่งคนที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้และไม่อยากให้ฝนตกมาทำลายความสุขในชีวิตประจำวัน บทความนี้ได้รวบรวมสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลจมูกแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถทำเองได้ที่บ้าน เพื่อคืนลมหายใจที่โล่งโปร่งและบอกลาอาการภูมิแพ้ตลอดฤดูฝนนี้
ภูมิแพ้หน้าฝนเกิดจากอะไร ?
ภูมิแพ้หน้าฝนเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ ดังนี้
1. ภูมิแพ้หน้าฝนเกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เมื่อเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งเรื่องอุณหภูมิและความชื้น สิ่งเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นอาการของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้โดยตรง จนทำให้เยื่อบุโพรงจมูกเกิดการอักเสบ ซึ่งการอักเสบนี้เองที่ส่งผลให้จมูกทำงานได้แย่ลง โดยจะลดความสามารถในการกรองสิ่งแปลกปลอมในอากาศ รวมถึงลดประสิทธิภาพในการปรับอุณหภูมิของอากาศให้เหมาะสม ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังหลอดลมและระบบทางเดินหายใจส่วนลึก
2. ภูมิแพ้หน้าฝนเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่เพิ่มขึ้นมากับละอองฝนและลม
เมื่อลมและละอองฝนพัดพาสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองด้วยการหลั่งสาร “ฮีสตามีน” (Histamine) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้หรือหอบหืด

ซึ่งสิ่งรอบตัวที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ มีดังนี้
- ไรฝุ่น : สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่โตได้ดีในที่ชื้นอย่างเครื่องนอน มูลของมันคือตัวการสำคัญที่เมื่อเราหายใจเข้าไป จะไปกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันผลิตแอนติบอดีมาต่อต้านจนเกิดอาการแพ้
- เส้นขนสัตว์เลี้ยง : แม้จะหลุดร่วงมากขึ้นตามฤดูกาลหรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง แต่ต้นตอของการแพ้ที่แท้จริงมาจากโปรตีนในน้ำลายและสะเก็ดรังแคที่เกาะอยู่ตามเส้นขน ซึ่งสามารถลอยกระจายในอากาศได้ง่ายเมื่อสัตว์เลี้ยงสะบัดตัว
- สปอร์เชื้อรา : เชื้อโรคที่เจริญเติบโตได้ดีในจุดอับชื้นที่มักถูกมองข้าม เช่น ใต้พรมหรือประตูไม้ โดยสปอร์นี้จะลอยในอากาศเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ สามารถกระตุ้นภูมิแพ้ได้ทุกฤดูและจะกำเริบหนักเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝน
- ละอองเกสร : สารก่อภูมิแพ้ที่ไม่ได้หมดไปเมื่อฝนตก โดย ดร. สแตนลีย์ ชวาร์ตซ์ (Dr. Stanley Schwartz) หัวหน้าแผนกโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยา และโรคข้อ แห่งมหาวิทยาลัยบัฟฟาโล นิวยอร์ก เผยว่า เม็ดฝนจะทำให้ละอองเกสรแตกตัวและลอยกระจายไปในอากาศหลังฝนหยุด ซึ่งแพทย์ด้านภูมิแพ้เตือนว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ป่วยโรคหอบหืด

ภูมิแพ้กำเริบ มีอาการยังไง ?
สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงหรือในช่วงฤดูฝน มักจะมีอาการแสดงออกมาคล้ายกับโรคภูมิแพ้ทั่วไป ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในจุดเสี่ยงก็ตาม โดยเราสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของโรคภูมิแพ้หน้าฝนออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1. ภูมิแพ้อากาศกำเริบ อาการทั่วไป
เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ มีเสมหะ และระคายเคืองตาจนน้ำตาไหล
2. ภูมิแพ้อากาศกำเริบ อาการรุนแรง
ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น ใต้ตาบวมคล้ำ ผิวหนังอักเสบจนมีผื่นขึ้น แน่นหน้าอก หายใจติดขัด และมีปัญหาในการพูดลำบาก
ภูมิแพ้อากาศกำเริบ แก้ยังไง ? วิธีป้องกันภูมิแพ้ในหน้าฝน
แม้ว่าเราจะไม่สามารถควบคุมสภาพอากาศที่แปรปรวนได้ แต่เราสามารถรับมือกับตัวกระตุ้นอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้ ซึ่งวิธีรับมือที่ดีและตรงจุดที่สุดคือการสร้างเกราะป้องกันและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้หลากหลายชนิดที่มักจะพัดมาพร้อมกับสายฝนและกระแสลม โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางป้องกันตนเองดังต่อไปนี้ได้เลย

1. ล้างจมูก
การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อจะช่วยชำระล้างน้ำมูก ฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หรือมีน้ำมูกเหนียวข้น ช่วยให้โพรงจมูกโล่ง หายใจสะดวกขึ้น ทำได้วันละ 1-2 ครั้งช่วงตื่นนอนและก่อนนอน
ด้วยชุดอุปกรณ์ล้างจมูกดีไซน์น่ารักสดใส จับถนัดมือและควบคุมแรงบีบได้อย่างสะดวก ช่วยให้น้ำกระจายตัวได้ทั่วโพรงจมูกโดยไม่พุ่งขึ้นตรงแรงจนเกินไป มาพร้อมผงเกลือที่พกพาง่าย ให้คุณแกะผสมใหม่กับน้ำดื่มสะอาดได้ทุกครั้งที่ล้าง แถมยังใช้งานง่ายเพียงเติมน้ำแค่ครั้งเดียว ก็สามารถล้างได้ต่อเนื่องจนหมดขวด
2. ปิดประตูและหน้าต่างขณะฝนตก
เมื่อฝนตกควรปิดประตูและหน้าต่างให้สนิททันที เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ลมพายุพัดพาเอาสิ่งแปลกปลอมอย่างละอองเกสรดอกไม้ สปอร์ของเชื้อรา และฝุ่นละอองภายนอกปลิวเข้ามาสะสมภายในบ้าน ซึ่งจะช่วยรักษาความสะอาดของอากาศและป้องกันอาการภูมิแพ้ของคนในบ้านได้อย่างดีที่สุด
3. ตรวจเช็กพยากรณ์อากาศ
ควรเช็กพยากรณ์อากาศและดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) อยู่เสมอ ซึ่งแอปพลิเคชันในปัจจุบันไม่ได้รายงานแค่ค่าฝุ่น PM2.5 เท่านั้น แต่ยังสามารถบอกอุณหภูมิและความชื้นได้แบบเรียลไทม์ พร้อมทั้งมีระบบคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า เพื่อให้คุณสามารถวางแผนและเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสภาพกลุ่มควันหรือสภาพอากาศได้อย่างแม่นยำ
4. หมั่นทำความสะอาดบ้าน
ควรทำความสะอาดบ้าน โซฟา และพรมอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นจุดอับที่เป็นแหล่งสะสมฝุ่นละอองมากเป็นพิเศษ เช่น บริเวณใต้เตียง ใต้ตู้ และใต้ผ้าม่าน ควบคู่ไปกับการซักเครื่องนอนให้สะอาดอยู่ เพื่อลดการสะสมของสิ่งสกปรกและดูแลสุขอนามัยที่ดีในบ้าน
5. ตรวจสอบคุณภาพอากาศในห้องหรือในบ้านเป็นประจำ
คุณควรใช้เครื่องวัดคุณภาพอากาศที่มีความเสถียรและแม่นยำสูง เพื่อหมั่นตรวจเช็กสภาพอากาศภายในบ้านหรือห้องต่างๆ เป็นประจำ โดยเครื่องนี้จะช่วยรายงานผลทั้งปริมาณฝุ่น อุณหภูมิ ความชื้น และระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้คุณสามารถรู้เท่าทันสถานการณ์ และเตรียมรับมือหรือป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศที่เป็นพิษต่อสุขภาพได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที
6. รักษาระดับความชื้นภายในบ้านให้อยู่ระหว่าง 30-50%
การดูแลและควบคุมความชื้นภายในบ้านให้อยู่ที่ระดับ 30-50% ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วงตัวเลขนี้คือเกณฑ์ความชื้นที่สมดุลและดีต่อสุขภาพผู้อยู่อาศัยมากที่สุด ซึ่งไม่แห้งเกินไปจนระคายเคืองผิวและระบบทางเดินหายใจ และไม่ชื้นเกินไปจนกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและไรฝุ่น
7. เลือกใช้เครื่องฟอกอากาศ ที่มีแผ่นกรอง HyperHEPA
ควรเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่ติดตั้งแผ่นกรองประสิทธิภาพสูงระดับ HyperHEPA ซึ่งมีความสามารถในการดักจับอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วได้ละเอียดถึง 0.003 ไมครอน ทำให้สามารถกรองสิ่งปนเปื้อนในอากาศได้อย่างครอบคลุม ทั้งกลุ่มสารก่อภูมิแพ้ที่มักพบบ่อยในฤดูฝน เช่น ละอองเกสรดอกไม้ ไรฝุ่น สปอร์ของเชื้อรา และสะเก็ดรังแคจากสัตว์เลี้ยง รวมถึงยังสามารถดักจับไวรัสได้ทุกขนาด เพื่อเปลี่ยนอากาศภายในบ้านให้สะอาด บริสุทธิ์ และปลอดภัยจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| ภูมิแพ้อากาศ กี่วันหาย ? | ระยะเวลาในการรักษาโรคภูมิแพ้อากาศนั้นไม่สามารถระบุได้แน่ชัด เนื่องจากขึ้นอยู่กับความสามารถในการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ของแต่ละบุคคลเป็นหลัก โดยหากรักษาด้วยการใช้ยาพ่นจมูกเพื่อบรรเทาอาการ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-3 เดือน หรือหากเลือกวิธีฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันจะใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน |
| ภูมิแพ้อากาศกำเริบ อันตรายไหม ? | อาการภูมิแพ้อากาศกำเริบส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ไซนัสอักเสบ หอบหืด หรือริดสีดวงจมูก อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหายใจไม่อิ่ม แน่นหน้าอก หรือหอบเหนื่อย ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหอบหืดซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้ |
| ล้างจมูกช่วยลดภูมิแพ้อากาศได้ไหม ? | การล้างจมูกอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการภูมิแพ้อากาศ เพราะจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรก เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ให้หลุดออกไปจากโพรงจมูก |
บทสรุป
แม้สภาพอากาศภายนอกจะแปรปรวนและเต็มไปด้วยความชื้นที่เป็นใจต่อสารก่อภูมิแพ้มากแค่ไหน แต่หากเราใส่ใจดูแลระบบทางเดินหายใจอย่างสม่ำเสมอและถูกหลักตามที่กล่าวมาข้างต้น อาการคัดจมูก จามบ่อย หรือน้ำมูกไหลที่คอยกวนใจก็จะทุเลาลง ช่วยคืนลมหายใจที่โล่งโปร่ง สบายตัว และทำให้คุณสามารถออกไปใช้ชีวิตในฤดูฝนนี้ได้อย่างสดชื่น มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน
ขอบคุณข้อมูลจาก :
IQAir,
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล,
โรงพยาบาลพระราม 9,
คลาริทิน,





