บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ใหม่ ทั้งอาการ ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อตรวจพบเชื้อ รวมถึงแนวทางการดูแลรักษาตัวเองที่บ้านอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักสามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปได้อย่างราบรื่น มั่นใจ และมีสุขภาพดี
โควิดสายพันธุ์ใหม่ในปี 2025 มีความรุนแรงแค่ไหน
โควิดสายพันธุ์ XFG มีชื่อทางการว่า “Stratus” ซึ่งสายพันธุ์นี้ไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่ที่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ แต่เป็นเพียงสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทยได้จัดให้สายพันธุ์นี้อยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าจับตาดูอย่างใกล้ชิด แม้ว่าจะมีความรุนแรงไม่เท่ากับสายพันธุ์เดลต้าที่เคยระบาดในอดีตก็ตาม
⭐ จุดเด่นของโควิดสายพันธุ์ XFG
สายพันธุ์นี้แพร่กระจายได้ง่าย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อมีโอกาสพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้าด้วย ดังนั้น ภูมิคุ้มกันที่ได้จากการฉีดวัคซีนหรือการติดเชื้อครั้งก่อนจึงอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อนี้ได้ 100 %

⭐ อาการโควิดสายพันธุ์ใหม่
- ไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส
- หนาวสั่น
- ไอแห้งและไอมีเสมหะ
- เจ็บคอเวลากลืน
- น้ำมูกไหล
- ปวดศีรษะรุนแรงกว่าปกติ
- ปวดเมื่อยตามตัว
- เหนื่อยล้าง่าย อ่อนเพลีย
- อาจมีอาการอื่นร่วม เช่น เจ็บกล้ามเนื้อ

⭐ อาการที่ควรรีบพบแพทย์
- อ่อนเพลีย ซึมลงอย่างรวดเร็ว หรือไม่สามารถตื่นตัวได้ตามปกติ
- ปวดท้อง หรือท้องเสียอย่างรุนแรงร่วมด้วย
- ไอ ร่วมกับเจ็บหน้าอก หรือหอบเหนื่อย
- ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส และไข้ไม่ลดลงติดต่อกันเกิน 24 – 48 ชั่วโมง
- หายใจลำบาก หายใจถี่ หอบเหนื่อย หายใจไม่สะดวก แม้ในขณะพัก หรือหายใจเร็วกว่า 30 ครั้ง / นาที
- ออกซิเจนในเลือดต่ำกว่า 95% (วัดด้วยเครื่อง Pulse Oximeter)
- กดหน้าอกแล้วเจ็บมาก แน่นหน้าอก
- มึนงง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือมีอาการทางสมอง
- ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียว
- เบื่ออาหาร

ติดโควิดควรทำอย่างไร ? ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อตรวจพบเชื้อ
อันดับแรก ควรแยกตัวเองออกจากผู้อื่น (กักตัว) เป็นเวลา 5 วัน เพื่อเป็นการจำกัดการแพร่เชื้อ และให้รับประทานยารักษาตามอาการ ที่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด
เมื่อพ้นระยะ 5 วันไปแล้ว และผู้ป่วยไม่มีไข้ รวมถึงอาการโดยรวมดีขึ้นมาก ก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและพบปะผู้คนได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่อง ยังคงแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นเสมอ
NOTE : หากคุณยังมีไข้ หรืออาการโดยรวมยังไม่ดีขึ้น ให้ขยายระยะเวลาในการกักตัวออกไปเป็น 10 วันเต็ม นับจากวันที่เริ่มมีอาการ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น และเพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างเต็มที่
วิธีรักษาโควิดเองที่บ้าน (Home Isolation) อย่างปลอดภัย
แม้ว่าการรักษาโควิดที่บ้านจะเน้นไปที่การบรรเทาอาการเป็นหลัก แต่การดูแลตัวเองและปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสมก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้น และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ ดังนั้น การปฏิบัติตามแนวทางการดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถฟื้นตัวและผ่านพ้นช่วงการรักษาไปได้อย่างราบรื่นที่สุด

1. การรักษาตามอาการ
หากคุณมีอาการไข้หรือปวดเมื่อย ให้รับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยบรรเทาอาการ ส่วนอาการไอสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาแก้ไอร่วมกับยาละลายเสมหะ และในกรณีที่มีอาการคัดจมูกหรือน้ำมูกไหล แนะนำให้ใช้ยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการของระบบทางเดินหายใจเหล่านี้
2. พักผ่อนให้เพียงพอ
หัวใจสำคัญของการฟื้นตัว คือ การเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง ด้วยการนอนหลับที่มีคุณภาพหรือหลับให้ได้ตามจำนวนชั่วโมงที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการพักผ่อนอย่างเพียงพอนี้จะช่วยเสริมสร้างและสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้ต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้อย่างเต็มที่

3. ดื่มน้ำมากๆ
น้ำจะช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้นเกินไป ทำให้ขับออกได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ร่างกายคงความชุ่มชื้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยลดอาการเจ็บคอและสนับสนุนกระบวนการฟื้นตัวของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย
4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
การรับประทานอาหารเปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงให้แก่ร่างกายในการต่อสู้กับโรค ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เน้นอาหารที่ย่อยง่าย มีวิตามินและแร่ธาตุสูง โดยเฉพาะผัก ผลไม้ และโปรตีน เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
5. ใช้สเปรย์พ่นจมูกหรือล้างจมูก
เนื่องจากโพรงจมูกและลำคอเป็นแหล่งสะสมหลักของเชื้อไวรัสจำนวนมาก การควบคุมปริมาณเชื้อในบริเวณนี้จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงที่เชื้อจะลงสู่ปอดและลดการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้
โดยวิธีที่แนะนำ คือ การ ล้างจมูก ด้วยน้ำเกลือ เพื่อชะล้างน้ำมูกและอนุภาคไวรัสออกจากโพรงจมูก ทำให้โพรงจมูกสะอาดและหายใจสะดวกขึ้น นอกจากนี้ การใช้สเปรย์พ่นจมูก ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวก โดยเฉพาะสเปรย์น้ำเกลือที่ช่วยให้เยื่อบุจมูกชุ่มชื้นและช่วยชะล้างเชื้อไวรัสออกไปได้ดี เหมาะสำหรับพกพาไว้ใช้ระหว่างวัน
คำถามพบบ่อย (FAQ)
| โควิดสายพันธุ์ใหม่กี่วันหาย ? | ประมาณ 7-10 วัน เนื่องจากความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจะลดลงอย่างมากหลังจากผ่านไปประมาณ 7-10 วัน |
| เชื้อโควิดอยู่ในห้องได้กี่วัน ? | อายุขัยของเชื้อโควิดแปรผันตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และชนิดของพื้นผิวที่สัมผัส โดยทั่วไปแล้ว เชื้อสามารถอยู่รอดได้นานหลายชั่วโมงบนพื้นผิวเรียบ แต่หากพื้นผิวมีความชื้นที่เหมาะสม เชื้ออาจมีชีวิตอยู่รอดได้นานถึง 1 เดือนเลยทีเดียว |
| ใกล้ชิดคนติดโควิด กี่วันไปตรวจ ? | ตรวจ ATK ในวันที่ 5 และวันที่ 10 หลังสัมผัสผู้ติดเชื้อมา |
บทสรุป
แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลงมาก แต่การระบาดของสายพันธุ์ใหม่ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอยู่เสมอ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเตรียมพร้อมและตั้งสติให้เร็วที่สุดหากตรวจพบว่าตนเองติดเชื้อ เพราะการสังเกตอาการโควิดสายพันธุ์ใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นอาการทางระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาท หรือความเหนื่อยล้าที่ผิดปกติ จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์และรับมือได้อย่างทันท่วงที
ขอบคุณข้อมูลจาก :
MSC Healthcare,
โรงพยาบาลศิครินทร์,
โรงพยาบาลพริ้นซ์ อุทัยธานี,
โรงพยาบาลสมิติเวช,
โรงพยาบาลศิครินทร์,
สสปท – TOSH,





